คอลัมน์บอลไทย
สปิริตน่ะ มีหรือเปล่า...สมาคมลูกหนังไทย by...สุรเดช มั่นวิมล
15 พฤษภาคม 2556 | 11:41   Comment :   4   View :   12155

สปิริตน่ะ มีหรือเปล่า...สมาคมลูกหนังไทย by...สุรเดช มั่นวิมล

          ขอปรบมือดังๆ ให้กับผลงานของ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ในนัดแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก 2013 ที่เปิดบ้านเอาชนะ บุนยอดกอร์ ทีมแกร่งจากอุซเบกิสถานได้ 2-1 สร้างความปลาบปลื้มให้กับทุกคนในวงการฟุตบอลไทย.. เอ๊ะ ทุกคนจริงๆ หรือเปล่า ผมเริ่มไม่แน่ใจ..??
อันที่จริงแล้ว เมื่อสโมสรตัวแทนของประเทศ (ไม่ใช่แค่บุรีรัมย์) ลงทำการแข่งขันในระดับทวีปเพื่อต่อกรกับทีมประเทศอื่นๆ ใครที่เคยเป็นคู่แข่ง เป็นกองแช่ง ก็ควรจะต้องร่วมมือร่วมใจกันส่งแรงเชียร์ให้กับทีมบ้านเรา เพราะถือว่าพวกเขาไปสร้างชื่อเสียงให้วงการลูกหนังเมืองไทย ซึ่งที่ผ่านมาแฟนบอลและสโมสรส่วนใหญ่มี “สปิริต” ในเรื่องนี้ยอดเยี่ยมครับ สังเกตจากปฏิกิริยาที่แสดงออกมา ล้วนแล้วแต่ชื่นชมและให้กำลังใจ โดยมองข้ามเรื่องของการเป็นคู่อริไว้ชั่วคราว
 
แต่น่าเป็นห่วงที่องค์กรซึ่งควบคุมดูแลฟุตบอลของเมืองไทยไม่คิดแบบนั้น เพราะแทนที่จะสนับสนุน ส่งเสริมให้สโมสรที่หน่วยงานของตัวเองดูแลประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ แต่กลายเป็นเพิ่มความลำบากให้ทีมจากแผ่นดินเกิดของตัวเอง อย่าว่าแต่ท่านผู้อ่านเลยครับที่สงสัยกับเรื่องนี้ ผมก็ยัง “งง” เหมือนกัน
 
ย้อนหลังกลับไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ปัญหาเรื่องของโปรแกรมการแข่งขันเกิดขึ้นอีกครั้งกับไทยพรีเมียร์ลีก 2013 หลังจากที่บุรีรัมย์ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายใน “เอซีแอล” ได้สำเร็จ เรื่องราวมันมีอยู่ว่า โปรแกรมในเกมนัดที่ 2 ที่จะต้องออกไปเยือนบุนยอดกอร์ ในวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม ไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ เพราะทีมจากแดนอีสานมีคิวลงฟาดแข้งในเกมลีกกับ บีอีซี เทโรศาสน ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งเมื่อมาดูรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่ต้องใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมงกว่าจะถึงเมืองทาซเคนต์ เนื่องจากต้องไปต่อเครื่องที่ประเทศมาเลเซีย และที่สำคัญเที่ยวบินที่จะมุ่งหน้าไปยังประเทศอุซเบกิสถานก็มีจำกัดเหลือเกิน ซึ่งตามที่บุรีรัมย์ทำหนังสือแจ้งมานั้น มีไฟต์เดินทางในช่วงก่อนแข่งเพียงเที่ยวเดียวคือวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม
 

เมื่อข้อจำกัดต่างๆ มีมากมายขนาดนี้ ก็ต้องยกย่องความใจกว้างของทีม “มังกรไฟ” ที่พร้อมจะเลื่อนแมตช์ในวันอาทิตย์ออกไป เพื่อช่วยให้เพื่อนร่วมลีกได้มีเวลาในการจัดเตรียมทีมมากยิ่งขึ้น และเมื่อทั้งสองสโมสรพูดจารู้เรื่องโดยเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะโยกโปรแกรมนี้ ไทยพรีเมียร์ลีกจึงประกาศเลื่อนการแข่งขันของคู่ไปเตะในเดือนหน้าแทน
 
แต่เรื่องราวที่เหมือนจะราบรื่นกลับไม่กลายเป็นดราม่าซะดื้อๆ เมื่อมีกระแสข่าวว่าสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ประกาศไม่อนุญาตให้เกมระหว่าง เทโรกับบุรีรัมย์ เลื่อนไปเตะในเดือนมิถุนายน และฟันธงว่าทั้งสองทีมต้องเตะกันในวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคมเท่านั้น ตามรายงานข่าวของหลายๆ สำนัก บอกถึงเหตุผลในการตัดสินใจของประมุขลูกหนังเมืองไทยว่า ต้องการสร้างบรรทัดฐานให้กับวงการ
 
ตัวกระผมเองเมื่อได้รับทราบข่าวนี้ก็ได้แต่เหนื่อยใจ เพราะหากมาไล่เรียงถึงเรื่องราวนี้กันจริงๆ แล้ว หาใช่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หรือบีอีซี เทโรศาสนที่สร้างปัญหานี้ขึ้น แต่มาจากการจัดโปรแกรมการแข่งขันแบบชุ่ยๆ ของไทยพรีเมียร์ลีกที่มีสมาคมฟุตบอลกำกับดูแลต่างหาก ที่เป็นต้นตอของความวุ่นวายทั้งหมด
 
หากจำกันได้ทีพีแอลประกาศชัดเจนแล้วว่าการวางแมตช์การแข่งขันของลีกในปีนี้ มีการจัดคิวเตะที่สมบูรณ์กว่าปีก่อนๆ เนื่องจากมีการดูคิวลงสนามในระดับนานาชาติไม่ให้ชนกับเกมภายในประเทศ เรียกได้ว่ากางปฎิทินกันอย่างถี่ถ้วน รับรองได้ว่าไม่มีเรื่องให้ปวดหัวเหมือนครั้งก่อนๆ แน่ 
 
ซึ่งในรอบแรกของเอเอฟซีแชมเปี้ยนลีกที่สองตัวแทนของเมืองไทยลงเล่นก็ผ่านไปด้วยดีครับ คิวการแข่งขันของทั้งเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ทางทีพีแอลวางเอาไว้ให้ในเกมลีก ค่อนข้างเอื้ออำนวยสำหรับสองทีมแชมป์ประเทศไทย เพราะหากมีเกมถ้วยเอเชียในช่วงกลางสัปดาห์ ทั้งสองทีมจะได้ลงทำการแข่งขันเกมลีกในวันเสาร์ ถือว่าช่วยเพิ่มเวลาในการพักเอาแรงได้ดีทีเดียว 
 
แต่พอผ่านรอบแรกไปเท่านั้นแหละ ปัญหาตามมาทันที เพราะเกมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของแชมเปี้ยนลีกแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ฝ่ายจัดการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศโม้ไว้สนั่นเมือง มันเพียงแค่รอบแรก เพราะอย่างที่เราเห็นว่าบุรีรัมย์ต้องเล่นเกมลีกวันอาทิตย์ แล้วต่อด้วยแชมเปี้ยนลีกในวันอังคาร ทั้งที่จริงแมตช์ในระดับนานาชาติทั้งของสโมสรและทีมชาติเขาวางกันล่วงหน้าเป็นปีๆ มันไม่เหนือบ่ากว่าแรงหรอกครับ หากจะวางคิวเผื่อเอาไว้ในกรณีที่ทีมของไทยผ่านเข้าสู่รอบลึกๆได้ 
 
ด้วยความเคารพนะครับ ผมในฐานะเป็นสื่อก๊อกก๋อยคนหนึ่งยังคิดว่ามีความสามารถพอที่จะวางคิวนี้ได้ด้วยมือตัวเองโดยปราศจากปัญหา แล้วเหตุไฉนองค์กรที่ทุกสโมสรในเมืองไทยต้องฝากผีฝากไข้กลับทำไม่ได้
 
แม้สุดท้ายแล้วทางออกที่ดีที่สุดคือการลงเล่นในวันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม แต่ก็น่าเห็นใจสองสโมสรที่ตกเป็นเหยื่อของการบริหารจัดการแบบนี้นะครับ อย่างบุรีรัมย์ที่ต้องมาวางแผนเตรียมทีมให้ละเอียดถี่ถ้วนเพราะต้องลงเล่น 3 เกมใน 7 วันบวกการเดินทางเข้าไปอีก ส่วนเทโรก็สูญเสียโอกาสที่จะสร้างรายได้จากเกมระดับท็อปในบ้านของตัวเองที่ต้องเลื่อนมาเตะในวันธรรมดาเงินหลายแสนหายวับไปกับตาแน่นอน
 

ผมบอกได้เลยว่าปัญหาที่น่าปวดหัวนี้ยังไม่จบ เพราะหากบุรีรัมย์สามารถผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ เกมนัดแรกของรอบควอเตอร์ไฟนอลที่เอเอฟซีวางเอาไว้ให้ทั้งสี่คู่ลงสนามในวันที่ 21 สิงหาคม และเมื่อมาดูโปรแกรมแข่งลีกสูงสุดของเมืองไทยก็ถึงกับต้องตะลึง เพราะพุธที่ 21 สิงหาคม มีเกมกลางสัปดาห์ที่ 18 สโมสรต้องลงทำการแข่งขัน แน่นอนว่ามีชื่อของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดรวมอยู่ในนั้นด้วย และทีมที่จะต้องรับเคราะห์ไปพร้อมกับบุรีรัมย์ก็คือ อินทรีเพื่อนตำรวจ เนื่องจากทั้งสองทีมจะต้องพบกันในเกมวันนั้นที่เมนสเตเดี้ยม ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต
 
นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในวงการฟุตบอลบ้านเรา ยิ่งน่าเศร้าเมื่อได้เห็นการกระทำของผู้บริหารที่ไม่ยอมรับความผิดพลาดในการทำงานขององค์กรตัวเองไม่พอ ยังใช้อำนาจที่มีอยู่ในทางที่ผิด เอาเปรียบฝ่ายตรงข้ามแบบหน้าไม่อายอีก
 
กีฬาฟุตบอลเป็นเกมของลูกผู้ชาย แม้จะไล่เตะไล่หวดกันในสนามกันหนักเพียงใด แต่พอเกมจบทุกคนก็จับมือขอโทษขอโพยและให้อภัยกัน  แต่ไอ้พวกที่ใช้อำนาจไล่บี้ไล่กดดันคนอื่นนอกสนาม ผมว่าคุณไม่เหมาะที่จะยืนในจุดนี้เลยจริงๆ เพราะวงการนี้ต้องการคนที่ “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย”
 
“สปิริต” น่ะมีหรือเปล่า ถ้าไม่มี เรียนเชิญออกไปเลยครับ
วงการนี้ไม่ต้อนรับ...!!
 

สุรเดช มั่นวิมล








แสดงความคิดเห็น